อยากผอมต้องกำจัด 4 อารมณ์นี้ทิ้งไปซะ

เคยได้ยินประโยคที่ว่า “เหตุผลทำให้คนคิด แต่อารมณ์ทำให้คนกระทำ” มั๊ยครับ ? นั่นผมกะลังจะบอกว่า คนเราโดนขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ คนเราอ้วน น้ำหนักเกินก็เพราะอารมณ์ล้วนๆ หลายคนอาจจะแย้งว่าไม่จริง มันมีเหตุผลของมันที่เราอ้วน ถูกครับ ไม่ผิด แต่ตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เราอ้วน คือ อารมณ์ล้วนๆ เหตุผลตามมาทีหลังตลอด เคยเป็นกันมั๊ยครับ ผมจะบอกว่าอารมณ์ที่ทำให้เราอ้วน น้ำหนักเพิ่มขึ้นมีอยู่ 4 อารมณ์ที่พึงระวัง ซึ่งเรียกว่า HALT ซึ่งแปลว่า “หยุด” และเป็นคำย่อตามอักษร 4 ตัวนี้แทนอารมณ์ที่ต้องจัดการอย่าให้เกิดขึ้น หรือหยุดมันซะ แล้วจะน่ารัก หุ่นดีมีเอวเอส

 

H = Hungry = หิว

เป็นกันบ่อยมั๊ยครับ อารมณ์หิว อันนี้ต้องมาแยกแยะกันก่อนนะว่า ที่หิวน่ะ หิวจริงหรือเห็นอาหาร เห็นร้านแล้วอยากกิน คนเราพอหิวมักจะลืมตัว อารมณ์หิวขึ้นหน้า เหมือนก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ก็เพราะอารมณ์หิวล้วนๆ เมื่อปล่อยให้มีอารมณ์หิว เรามักจะสั่งอาหารมากกว่าปกติ กินมากกว่าปกติ มาได้สติตอนกินไปหมดแล้ว สุดท้าย สำนึกผิด ไม่น่าเลยเรา แต่ว่ามันสายไปแล้ว อย่างแรกมาแยกแยะก่อนว่าหิวจริง หรือว่าอยาก (อารมณ์)

หิวจริงจากความต้องการของร่างกาย

จะเกิดจากความต้องการของร่างกายในขณะที่ร่างกายมีพลังงานและน้ำตาลลดต่ำลง มักเกิดขึ้นจากการที่เรากินอาหารไปแล้วอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้นในคนที่ระบบเผาผลาญเร็วแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น สมองจะหลั่งฮอร์โมนหิวออกมา ซึ่งนอกจากรู้สึกหิวแล้วร่างกายจะส่งสัญญาณให้เรารู้ได้แก่  อ่อนเพลีย มือไม้สั่น ท้องร้อง หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม แบบนี้คือ หิวจริง

หิวที่เกิดจากอารมณ์ ความอยาก

ความอยากมักเกิดเมื่อมีสิ่งมาเร้า รูป กลิ่น ภาพ สัมผัส เช่น การได้กลิ่นอาหาร เห็นอาหาร เห็นคลิปคนกินอาหาร โฆษณาอาหาร ฯลฯ ปัจจุบันสิ่งเร้ามาถึงมือเราผ่านสมาร์ทโฟนที่มีกันทุกคน แถมสั่งให้มาส่งได้ด้วย สะดวกสบายต่อการที่เราจะอ้วนสุดๆ ความหิวที่เกิดจากความอยากทั้งๆที่ไม่ได้หิวจริงๆ ทำให้เรากินอาหารมาก น้ำหนักก็เพิ่มขึ้น อ้วนในที่สุด การกินจุบจิบจนเป็นนิสัย ความรู้สึกว่าจะต้องล้างปากด้วยของหวานหลังอาหารคาว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความหิวที่เกิดจากอารมณ์ทั้งสิ้น ถ้าหากเราประเมินดีแล้วว่าความหิวนั้นคือความหิวจริงๆ ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ความอยากก็ควรหาอาหารที่ดีมีประโยชน์กับร่างกาย มาโดยการกินช้าๆ และเพลิดเพลินกับอาหารทุกคำ

วิธีแก้อารมณ์หิว

  • นั่งคิดพิจารณานิดนึงถึงความรู้สึกที่เป็นอยู่ แล้วเริ่มที่การดื่มน้ำเปล่าเย็นๆ แก้วใหญ่ๆ ซักแก้ว และเบี่ยงเบนความสนใจไปทำอย่างอื่น
  • หลีกเลี่ยง หลบ หลีก สิ่งเร้าทั้ง รูป กลิ่น ภาพ สัมผัส ของอาหาร

 

A = Angry = โกรธ หงุดหงิด อารมณ์เสีย เครียด

คนเรามีเรื่องให้โกรธ หงุดหงิด เหวี่ยงวีนได้ตลอดเวลา ยิ่งสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มีมีมากมายและเข้ามาหาเราได้เร็วแค่ปลายนิ้วกด จะด่าใครสักคนไม่ต้องไปพบ ไปเจอ แค่กดพิมพ์ กดส่ง ก็ด่าได้แล้ว 55555 และก็โดนด่ากลับมาเร็วเหมือนกัน แล้วถ้ากดพิมพ์ด่าไม่ทันก็กดโทรเป็นเสียงไปด่าเลยดีกว่า สะใจ แล้วยังไง สุดท้ายอารมณ์เสีย เครียด หงุดหงิด

เมื่อคนเราโกรธร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมา สารอะดรีนาลีนจะไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และเมื่อสารอะดรีนาลีนลดลง เราก็จะรู้สึกเหนื่อยล้าและต้องการที่จะหาอะไรมาเติมเต็ม และเรายังอยู่ในอารมณ์ที่โกรธ หงุดหงิดอยู่ เลยทำให้เราตัดสินใจผิดพลาด เพราะเราควบคุมตัวเองไม่ได้ ส่งผลให้เราเลือกกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพหรือรับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้น

เมื่อเรามีอารมณ์โกรธ เครียด หงุดหงิด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งมันจะทำการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดของเราให้กลายเป็นไขมัน และยังส่งผลให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เราอ้วนขึ้น แถมยังทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมาด้วย

วิธีแก้อารมณ์โกรธ

  • การไม่กินอาหารตอนที่กำลังโกรธ เครียด และจดบันทึกเมนูอาหารที่รับประทานทุกครั้ง เพื่อเตือนสติของเรา
  • ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้เราผ่อนคลาย มีสมาธิ และรูปร่างดีขึ้นกว่าเดิม
  • อ่านหนังสือ ออกไปท่องเที่ยวกับเพื่อน หรือการทำสิ่งต่างๆ ที่เราชื่นชอบ ทำให้เรารู้สึกสบายใจมากขึ้นนั่นเอง

L = Lonely = เหงา เบื่อ ต้องการความรัก

อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่เสมือนอยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางฝูงชน แบบนี้เรียกว่า เหงานะ ตามธรรมชาติของมนุษย์ต้องการสังคม และเมื่อถูกตัดขาดจากสังคม จากเพื่อนฝูง จากคนรัก หรือต้องอยู่คนเดียวก็จะทำให้เรารู้สึกหิวมากขึ้นจนทำให้เกิดการกินอาหารมากขึ้น เพราะจะมีการหลั่งฮอร์โมนความหิวมากขึ้นกว่าคนปกติ และมีแนวโน้มที่จะหยุดหรือลดการออกกำลังกาย จนนำมาสู่ภาวะอ้วนในที่สุด หลายคนก็ชอบกินแก้เหงา เพราะแก้ได้ทั้งเหงาใจและเหงาปาก พอเหงาขึ้นมาไม่รู้จะทำอะไร หมุนไปหมุนมาก็เปิดตู้เย็น เดินไปเดินมาก็เลยเลี้ยวเข้าครัว หรือบางคนก็ชอบแก้เหงาด้วยการทำขนมหรือทำกับข้าว เหตุนี้หลายคนจึงอ้วนเพราะความเหงาเป็นเหตุ

วิธีแก้อารมณ์เหงา

  • ควรสังเกตอารมณ์ตัวเอง อย่าปล่อยให้ตัวเองเกิดความเหงา และออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูงบ้าง อย่าเก็บตัวหมกมุ่นอยู่คนเดียว
  • ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอด้วย เช่น วิ่ง ฟิตเนส โยคะ การออกกำลังกายทำให้สารเอนโดรฟินหลั่ง คุณจะรู้สึกมีความสุข รูปร่างดี แข็งแรงด้วย

T = Tired = เหนื่อย ง่วง อ่อนเพลีย ท้อ

ถ้าเราปล่อยให้มีอารมณ์เหนื่อย ง่วง อ่อนเพลีย ท้อ เกิดขึ้นกับตัวเรา จะก่ออันตรายต่อน้ำหนักตัวของเรา ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะทำให้เราอยากกินอาหารมากขึ้น ทั้งๆที่เราไม่ได้หิวจริงๆ เหนื่อยก็กิน ง่วงนอนก็กิน อ่อนเพลียยิ่งกินใหญ่เลย อารมณ์ข้อนี้อาจจะส่งผลมาจากฮอร์โมนเหล่านี้ คือ 

ฮอร์โมนอินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน มีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนตัวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ความไม่สมดุลของอินซูลินมีผลต่อการมีน้ำหนักตัว ความง่วง การนอนไม่หลับ ความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ความวิงเวียนศีรษะ และ ความไม่แจ่มใสของสมอง

ฮอร์โมนเกรลิน เรียกอีกอย่างว่า ฮอร์โมนความหิว ซึ่งมันจะหลั่งออกมาเมื่อเราอดหลับอดนอน และเป็นเหตุให้ร่างกายของเราเก็บสะสมไขมัน เกิดความหิวกระหาย ทั้งๆ ที่เราก็รับประทานอาหารอิ่มแล้ว

ฮอร์โมนเลปติน หากเราอดหลับอดนอนจะทำฮอร์โมนเลปตินนี้ไม่สมดุล ร่างกายก็จะควบคุมความอิ่มไม่ได้ กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มสักที

วิธีแก้อารมณ์เหนื่อย

  • การนอนให้เพียงพอเป็นเรื่องที่หลายคนมักมองข้าม ซึ่งการนอนให้ได้ 7 – 9 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ความเสี่ยงในการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นลดลง หากอยากรูปร่างดี เพรียวระหงแล้วล่ะก็ ให้งดการเที่ยวกลางคืน งดการเล่นมือถือก่อนนอนเพื่อจะได้นอนเร็วขึ้น การพักผ่อนนอนหลับที่ดียังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หลังการรับประทานอาหาร เมื่อเทียบกับคนที่นอนไม่หลับ ที่สำคัญฮอร์โมนไม่แกว่ง น้ำหนักก็ไม่แกว่งเช่นกัน
  • การนอนหลับในห้องที่มืดสนิท ไม่มีแสงสว่างลอดเข้ามา จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ที่ทำให้การนอนหลับมีคุณภาพดี แถมยังช่วยขจัดไขมันสีน้ำตาล ที่มีผลต่อการเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินได้อีกด้วย

อยากหุ่นดี น้ำหนักเหมาะสม สุขภาพดี เราต้องพยายามหยุดอารมณ์ HALT ออกไปให้ได้มากที่สุด ก็ลองนำไปปฏิบัติดูนะครับ การที่จะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ คือ การที่เราต้องพยายามทำซ้ำๆ ทำซ้ำๆ แล้วมันจะกลายเป็นนิสัยที่ดีของเรา ไม่ตกอยู่ในอารมณ์ 4 อย่างนี้ รูปร่างที่ดีก็จะคงอยู่กับเราตลอดไปครับผม

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

เกาะกระแส เทรนด์ใหม่ “XS Zero” ที่คุณห้ามพลาด

     ช่วงนี้หลายคนคงเคยเห็นเครื่องดื่มประเภท Energy Drink ที่มีเครื่องหมาย XS Zero บนกระป๋องสีน้ำเงิน กับสีม่วง มองผ่านๆ ก็แค่เครื่องดื่มชนิดนึงเท่านั้น หากมองแบบเพ่งพินิจก็ยัง งง คือไร…ว้าาาา เดินเข้าร้านสะดวกซื้อก็ไม่เคยเห็น เปิดตู้ทุกตู้ก็ไม่เห็น ก็ไม่น่าจะเห็นละครับ เพราะมันไม่ได้ขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่เรามาดูดีกว่าว่า XS Zero คืออาราย

XS Zero คืออะไร

     XS Zero หรือเรียกสั้นๆ ว่า XS มันคือ เครื่องดื่มประเภท Energy Drink ระดับ Premium ซึ่งถือกำเนิดจากลากูน่าบีช แคลิฟอร์เนีย มานานกว่าทศวรรษ โดยมีจุดขาย จุดเด่นอยู่ที่ ปราศจากน้ำตาล และพลังงาน 0 กิโลแคลอรี่ต่อกระป๋อง โดย XS เป็น Energy Drink รายแรกของโลกที่ ศูนย์แคลอรี่ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ 55 ที่ XS ถูกนำเข้ามาจำหน่าย

 

ส่วนประกอบของ XS

ส่วนประกอบหลักเลย คือ ทอรีน 1,000 มก. และแอล-คาร์นีทีน 30 มก.

ส่วนประกอบรอง คือ วิตามินบี 1   100%, วิตามินบี 12   1,000%, วิตามินบี 6   350%, ไนอะซิน (บี 3)   100%, กรดแพนโทธินิค (บี 5)   100%

มาเล่าแจงแถลงไขถึงส่วนประกอบหลักกันดีกว่า มาเริ่มกันที่ตัวแรก

ทอรีน

     สารอาหารหลายชนิดมีความสำคัญกับสุขภาพของเรามากเลย แต่เราอาจไม่ค่อยรู้จักประโยชน์ของสารอาหารเหล่านั้นดีพอ จึงไม่ได้รับประทานให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างเช่น “ทอรีน” ซึ่งมีประโยชน์ดีต่อร่างกายของเราไม่น้อยเลยทีเดียว เดี๋ยวจะเหลาให้ฟังว่าดียังไงบ้าง

     ทอรีน เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่พบได้มากในเซลล์ประสาท กล้ามเนื้อหัวใจ และสมองของเรา นั่นแปลว่า ร่างกายของเราก็สามารถสร้างทอรีนขึ้นมาใช้เองได้ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายละลดการสร้างทอรีน หรือสร้างได้น้อยลง นั่นจึ่งเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งเหนื่อยง่ายขึ้นทุกวัน ดังนั้น ใครอยากเพิ่มพลังกาย เติมพลังใจ ก็ต้องเพิ่มทอรีนให้ร่างกายด่วน

ทอรีนยังมีคุณประโยชน์อื่นอีก นอกจากเพิ่มพลังกายให้เราแล้ว เช่น

  1. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเราอึดขึ้น นานขึ้น หนักขึ้น แถมปลอดภัยด้วย
    • หนักขึ้น เป็นคุณสมบัติที่ดีเด่น โดนใจคนรุ่นใหม่ที่ชอบการออกกำลังกาย หรือต้องใช้พลังกายมาก ๆ ทอรีนคือ สารอาหารที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อของเราอึดขึ้น เพราะทอรีนช่วยเพิ่มศักยภาพในการยืด และหดตัวของกล้ามเนื้อเกือบทั้งหมดของร่างกายของเรา ทอรีนจึงช่วยให้เราสามารถทำงานได้หนักขึ้น เล่นกีฬาได้หนักขึ้น โดยที่เราจะเหนื่อยน้อยลงกว่าเดิมแน่นอน
    • อึด ทน นานขึ้น กว่าเดิม เพราะทอรีนสามารถขจัดกรดแล็กติค อันเป็นสาเหตุหลักของความเจ็บปวด และความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ จึงช่วยให้กล้ามเนื้อสามารถออกแรงได้นานขึ้น แต่ก็ยังปลอดภัยไม่ต้องกลัวว่ากล้ามเนื้อจะเสียหาย เพราะทอรีนจะเป็นเกราะป้องกันกล้ามเนื้อให้สามารถออกแรงหรือเคลื่อนไหวได้ ปลอดภัยมากขึ้น สบายใจได้เลย
    • ด้วยคุณสมบัติข้างต้น ทอรีนจึงเหมาะมาก สำหรับคนที่ออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนัก หรือรักษาน้ำหนักตัว ที่พิเศษกว่าคือ ไม่เพิ่มแคลอรี่ หรือน้ำตาลให้กับร่างกายของคนที่กำลังลดน้ำหนัก หรือรักษาสุขภาพทุกคน
  2. ช่วยป้องกันภาวะหัวใจวาย และหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
    • เพราะทอรีนสามารถช่วยควบคุมปริมาณของแคลเซียมในหัวใจให้พอดี ช่วยทำให้ร่างกายดึงแคลเซียมมาใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้สมดุลขึ้น พร้อมกันนี้ยังช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต การสูบฉีดเลือดของหัวใจ จังหวะการเต้นของหัวใจ รวมทั้งความเข้มข้นของเกล็ดเลือดให้เป็นปกติ จึงเป็นเหตุผลว่า ทอรีน สามารถช่วยป้องกันภาวะหัวใจวาย และหัวใจเต้นผิดจังหวะได้นั่นเอง
  3. ช่วยลดความเครียด อาการกระสับกระส่าย
    • เพราะทอรีนมีคุณสมบัติเป็นสารระงับประสาทอย่างอ่อนๆ ด้วยการเป็นตัวนำกระแสประสาทในสมองของเรา ซึ่งช่วยให้สามารถบรรเทาความเครียด ระงับประสาทในสภาวะสมองของเราตื่นตัวมากกว่าปกติ ตลอดจนช่วยบรรเทาอาการลมชักได้
  4. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
    • ทอรีนมีส่วนช่วยเราป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคอ้วน โรคหลอดเลือดแดงแข็งจากสภาวะไขมันในเลือดสูง อันเนื่องมาจากกลุ่มอะมิโนของทอรีนทำปฏิกิริยากับเรตินอลในตับได้ จึงมีคุณสมบัติช่วยลดการดูดซึมของไขมันในตับ ส่งผลให้ระดับของคอเลสเตอรอลและไขมันในตับลดน้อยลง
  5. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
    • ทอรีน สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพราะอินซูลินทำงานได้น้อยลงนั่นเอง ทำให้เราไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโรคเบาหวาน
  6. ช่วยเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
    • ทอรีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant อย่างนึง
    • ช่วยดีท็อกซ์สารพิษในตับได้
    • ช่วยป้องกันปอดไม่ให้ถูกอนุมูลอิสระทำลายได้
    • ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล หรือไขมันที่ไม่ดีในตับได้
    • ช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตับได้
  7. ช่วยเสริมให้จอประสาทตาของเรา แข็งแรงขึ้น
    • ทอรีนที่มีอยู่ในจอประสาทตา หรือเรตินา และสมอง จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้เซลล์ประสาทตา โดยเฉพาะเซลล์ประสาทตาในส่วนที่รับแสงด้านนอกของเรตินา จึงช่วยป้องกันไม่ให้จอประสาทตาเสื่อมจากแสงสว่าง หรือสารเคมีที่กระทบเข้าดวงตาเราได้ด้วย

แอล-คาร์นิทีน

     อยากรู้มั๊ยครับว่า แอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine) เหมาะกับใครบ้างเอ่ย ? ก่อนอื่นเลยต้องรู้ก่อนว่า “แอล-คาร์นิทีน” ทำอะไรกับร่างกายของเรา หลักๆ เลยก็คือ การช่วยเผาผลาญไขมันทั้งคอเลสเตอรอลกับไตรกลีเซอร์ไรด์ โดยเฉพาะไขมันกล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ตับ อีกอย่างเลยคือ การทำหน้าที่ลำเลียงโมเลกุลเข้าไปในเซลล์ เพื่อเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน แล้วนำไปใช้ ดังนั้นแอล-คาร์นิทีน จึงเป็นตัวช่วยในการช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้ดี

เหมาะกับคนกลุ่มไหนบ้าง

1. กลุ่มนักกีฬา ซึ่งต้องออกกำลังกายอย่างหนัก และเพิ่มความทนทานให้กับการออกกำลังกายให้มากขึ้น   เมื่อได้รับแอล-คาร์นิทีน ก็จะทำให้นักกีฬาสามารถใช้ออกซิเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้เหนื่อยช้าลง ส่งผลให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น แนะนำกินล่วงหน้าก่อนแข่งขัน 2-3 สัปดาห์ ลดความเหนื่อยล้า ไม่มีแรง อ่อนเพลีย และลดอาการปวดเมื่อยตามตัว

2. กลุ่มออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก แอล-คาร์นิทีน จะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน   แล้วนำไปใช้ได้มากขึ้น แถมยังออกกำลังกายได้นานขึ้น ก็ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นไปด้วย และช่วยกลุ่มคนที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มเร็ว เพราะมีไขมันสะสมมากเกินมาตรฐาน

3. กลุ่มคนป่วยโรคมะเร็ง และโรคไต   จำเป็นต้องได้รับ แอล-คาร์นิทีน เพื่อเอาไปชดเชยที่ร่างกายขับออกไป เนื่องจากยาที่ใช้รักษาโรคนั่นเอง

4. กลุ่มที่กินมังสวิรัติ   ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับ “แอล-คาร์นิทีน” ที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ เพราะฉนั้น ก็เลยไม่มีตัวช่วยนำไขมันเข้าไปเผาผลาญในเซลล์ เมื่อไขมันไม่สามารถเข้าไปในไมโตคอนเดรีย เพื่อย่อยสลายได้ ก็จะทำให้มีระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูงขึ้น

5. สำหรับผู้ชายที่อสุจิอ่อนแอ ไม่แข็งแรง ไม่ปราดเปรียว   เมื่อเราได้รับ แอล-คาร์นิทีน จะทำให้อสุจิเคลื่อนไหวเร็วขึ้น เพิ่มตัวอสุจิให้มากขึ้น โอกาสที่เราจะมีเจ้าตัวน้อยก็มากขึ้น สำหรับคนที่ต้องการทายาทไว้สืบสกุล

6. ผู้สูงอายุที่มีอาการอัลไซเมอร์   แอล-คาร์ริทีนจะช่วยขจัดลดอาการสลดหดหู่ ซึมเศร้าได้ และเมื่อใช้ร่วมกับกรดแอลฟา ไลโปอิก ก็เหมาะสำหรับช่วยให้ผู้สูงอายุมีพลังดีขึ้น ช่วยต้านความรู้สึกหดหู่ได้ และลดอาการอ่อนเพลียได้ดี

7. กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการโรคหลอดเลือดแข็ง และคอเลสเตอรอลสูง   เพราะแอล-คาร์นิทีน ช่วยเผาผลาญไขมันในไมโตคอนเดรีย หากเรารับปริมาณแอล-คาร์นิทีนไม่เพียงพอ จะเกิดสารตกค้างในระบบไหลเวียนของเลือด ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่ออาการโรคหลอดเลือดแข็ง และคอเลสเตอรอลสูง

     จากข้อมูลจะเห็นว่า XS กระป๋องละ 60 บาท ราคาก็พอๆ กับกาแฟแก้วนึง แต่ XS ให้ประโยชน์มากกว่าเยอะ แถมแคลอรี่เท่ากับศูนย์ และน้ำตาลเท่ากับศูนย์ ดีต่อคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และดีต่อสุขภาพ หาลองดื่มกันดูนะครับ สำหรับตัวผมเอง ตอนนี้ติดไว้ในตู้เย็นที่บ้านกับพกมาไว้ที่ทำงาน เย็นวันไหนมีเตะฟุตบอลก็ดื่มก่อนเล่นซะกระป๋องนึง วิ่งสบายไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อน เล่นกีฬาได้นานขึ้น แบบรู้สึกได้เลย เหมือนรถที่เติมน้ำมันค่าอ๊อกเทนสูงทีเดียว หรือดื่มแทนกาแฟ น้ำหวาน ที่ดื่มทุกวัน ถ้าวันไหนมีลงแข่งก็มากหน่อย 2 กระป๋อง ส่วนที่บ้านแม่ของผมก็ดื่ม แม่บอกว่าดื่มแล้ว ไม่เพลีย มีแรง ได้ยินแบบนั้นก็สบายใจสำหรับคนเป็นลูกละ ดื่มให้อร่อยต้องแช่ให้เย็นนะครับ ชื่นใจ พลังงานพลุ่งพล่านพร้อมปลดปล่อย

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

สิ่งที่เราต้องรู้ (รอบกล่อง) ก่อนจะเริ่มลดน้ำหนักด้วย บอดี้คีย์ (Bodykey)

สุขภาพดี มีค่ากว่ามีทรัพย์อยู่นับแสน ส่วนหนึ่งของสุขภาพดี คือ การรักษารูปร่าง น้ำหนักของเราให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมาตรฐาน ถ้าอ้วน หรือน้ำหนักเกินก็ต้องลดน้ำหนักเป็นการด่วน ปัจจุบันการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนัก เป็นอะไรที่ พูดง่าย แต่ทำยาก แค่บอกว่า อย่ากินนั่น กินนี่ ต้องกินอันนี้ก็ปวดหัวแล้วครับ ใครจะมีเวลาไปหา มีเวลาทำเอง มานั่งคำนวณแคลอรี่ที่กิน เฮ้อ! ชีวิตของคนทำงานส่วนใหญ่ ก็พึ่งมื้ออาหารรอบๆ บริษัทนี่แหละครับ แล้วแต่ว่ามีอะไรขาย ต้องรีบกิน แล้วรีบไปทำงาน เพราะเหตุผลแบบนี้แหละ ที่ปัจจุบันถึงมี ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ออกมาให้เราสามารถควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น หนึ่งในผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารที่ฮิตมากขณะนี้ คือ บอดี้คีย์ โดยนิวทริไลท์ (Bodykey by Nutrilite) หลายคนซื้อมาแล้วยังไม่รู้เลยว่ากินยังไง แบบไหน บางคนข้อมูลรอบกล่องยังไม่ได้อ่านเลย อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจก็มี วันนี้ผมจะให้ข้อมูลจากรอบกล่องบอดี้คีย์นี่หละครับ มาดูกันเลยว่าเขาเขียนอะไรบอกเราไว้บ้าง

ด้านหน้ากล่อง

  • Meal Replacement Shake Coffee Flavor ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารรสกาแฟ ชัดเจนตามนั้น บอดี้คีย์ปกติมีให้เลือก 3 รสชาตินะครับ คือ รสกาแฟ รสช็อกโกแลต และกลิ่นวานิลา
  • ได้จดทะเบียนไว้เพื่อการจำหน่ายในประเภทอาหารควบคุมน้ำหนักของประเทศไทยตรงประเด็น ปลอดภัยแน่นอน
  • ในกล่องจะแบ่งเป็นซองสำหรับ 1 มื้อ จำนวน 14 ซอง 
  • 0% คอเลสเตอรอล เหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมคอเลสเตอรอล

 

ด้านหลังกล่อง

  • ให้พลังงาน 130 กิโลแคลอรี่ ต่อซอง โดยยังให้สารอาหารครบถ้วนที่เราควรได้รับใน 1 มื้ออาหาร ทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดี เพราะถ้าได้ไม่ครบถ้วน จะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของเราลดลงได้ ข้อดีคือ เราไม่ต้องเสียเวลามานั่งเตรียมอาหาร เพื่อให้สารอาหารครบ แต่พลังงานต่ำ ซึ่งไม่ง่ายครับ
  • ผสมครีมเทียม แต่ไม่ใช่ไขมันทรานส์ อันนี้อธิบายยาว เข้าไปอ่านตามลิงค์นี้ดูครับ จะกระจ่าง ข้อมูลเกี่ยวกับไขมันทรานส์ของบอดี้คีย์
  • ส่วนผสม น้ำมันดอกทานตะวันและดอกคำฝอยผง น้ำมันดอกคำฝอย ประกอบด้วยคอนจูเกตเต็ด ไลโนเลอิก แอซิด ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ช่วยเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักช่วยอยู่ 2 อย่างหลักๆ เลย คือ 1. ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้สูงขึ้น 2. ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ส่งผลทำให้การควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักได้ผลดีขึ้น เร็วขึ้น
  • ใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาล
  • มีใยอาหารครบถ้วน บางคนกินอาหารไม่ค่อยได้กินพวกใยอาหาร
  • มีโปรตีนที่ให้กรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด ซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องได้รับจากการกิน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะขณะที่เราลดน้ำหนัก ถ้าไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนทุกน้ำหนักที่ลดลงไป 4 กิโลกรัม จะเป็นมวลกล้ามเนื้อ 1 กิโลกรัม ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญลดลง เมื่อออกจากโปรแกรมจะทำให้ โยโย่ ได้ คือน้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นไปใหม่ ที่ร้ายคือมันจะเพิ่มกลับเป็นสองเท่าของที่เราลดลงไปได้ ที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่าแถมมีผลร้ายกว่าเดิมอีกครับ

 

ด้านข้างกล่อง

  • มีคำเตือนห้ามกินต่ำกว่าวันละ 800 กิโลแคลอรี่ เพราะถ้าต่ำกว่านี้ ร่างกายของเราจะอยู่ไม่ได้ เราอาจจะเป็นลมหน้ามืดได้ พลังงาน 800 กิโลแคลอรี่นี่รวมทั้งหมดใน 1 วันนะครับ
  • กินอาหารนี้โดยมิได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนบำบัดอาจเกิดอันตราย อ่านแล้วมึน งง มั๊ยครับ อ้าว แล้วมาขายเราทำไม ข้อความนี้พิมพ์ตามกฎหมาย ไม่มีหมอคนไหนว่างมาดูแลเราหรอกครับ และมันไม่อันตรายขนาดนั้น ในความเป็นจริง คือ คนที่ดูแลเราก็คือ คนที่มาแนะนำ ให้กับเรานั่นแหละครับ แต่นิดนึง ต้องเป็นคนแนะนำที่มีความรู้ ผ่านการอบรมมา หรือเคยเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักโดยใช้บอดี้คีย์แล้วสำเร็จเสร็จได้ผล ยิ่งดีครับ เพราะเขาจะสามารถให้คำแนะนำ ดูแลเราให้ลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมาย และเงินทองที่เราลงทุนไป อันนี้สำคัญ

 

ด้านข้างกล่อง

  • เป็นการบอกวิธีกินบอดี้คีย์ กับนมขาดมันเนย แล้วถ้าคนที่ไม่กินนมโค เราก็สามารถผสมกับน้ำเปล่าเย็นๆ 250 ซีซี กินได้ครับ ให้ผสมในแก้วเชค เขย่าให้เข้ากัน แล้วดื่ม อร่อยครับ ให้พลังงาน 130 กิโลแคลอรี่
  • เราสามารถใช้บอดี้คีย์ทดแทนมื้ออาหารปกติได้ 1 หรือ 2 มื้อต่อวัน ไม่ควรกินแทนทั้ง 3 มื้อ เพราะร่างกายของเรายังต้องได้รับสารอาหารบางอย่างจากมื้ออาหารปกติอยู่
  • เราสามารถกินบอดี้คีย์ ได้ 3 วัตถุประสงค์ คือ
    1. เพื่อลดน้ำหนัก ทดแทนมื้ออาหารปกติ
    2. เพื่อเพิ่มน้ำหนัก สำหรับคนที่น้ำหนักน้อย หรือผอมเกินไป โดยวิธีกินคือ กินคู่กับมื้ออาหารปกติ
    3. เพื่อทดแทนมื้ออาหารเช้า เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนมีคุณภาพ รักษารูปร่าง สุขภาพ ประหยัดเวลา
  • ถ้าอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนกับ อย. เราสามารถเช็คได้ ตามลิงค์นี้เลย ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.

 

ด้านบนกล่อง

  • ไม่มีอะไร ซองบอดี้คีย์ที่ยังไม่ได้แกะกิน ก็เก็บใส่ไว้ในกล่อง และล็อกกล่องไว้ได้ หรือเอาเป็นซองพกพาใส่กระเป๋าไปกับเราก็ได้
  • ไม่จำเป็นต้องใส่ตู้เย็นก็ได้ครับ แค่อย่าวางไว้โดนแดด หรือที่ร้อนจัดก็พอ

 

ด้านล่างกล่อง

  • มีวัน เดือน ปี ที่ผลิต และหมดอายุ มีหลายคนที่ซื้อมาแล้ว ลืมไม่ได้กิน จนมันเลยวันหมดอายุ มาถามว่า มันยังกินได้มั๊ย ? เสียดาย เป็นผมก็เสียดาย หลายตังค์ด้วย แบบนี้ ให้เราสังเกตุดูว่า สีเปลี่ยนมั๊ย กลิ่นเหมือนเดิมหรือเปล่า ดูด้วยสายตาด้านกายภาพมันมีปริแตก แข็ง จับตัวเป็นก้อนหรือเปล่า แล้วเลยวันหมดอายุมานานมากหรือยัง ประกอบการตัดสินใจว่า เราจะกินหรือทิ้งมันไปครับ
  • ราคาที่บอกไว้เป็นราคาปลีก ราคาสมาชิกจะต่ำกว่านี้ครับ

 

ครบทุกด้านของกล่องบอดี้คีย์แล้วนะครับ เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการตัดสินใจที่จะลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ แต่ยังไงการเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักไม่ได้ใช้ตัวช่วยแค่บอดี้คีย์อย่างเดียว ยังมีตัวช่วยตัวอื่นอีกประกอบกัน รวมถึงคนแนะนำที่มีความรู้ช่วยเหลือเราได้ระหว่างเข้าโปรแกรม และที่สำคัญที่สุด คือ วินัยในตัวของเราเองที่จะทำตามโปรแกรมครับ

 

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

 

ทำไม โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Coenzyme-Q10) เปลี่ยนชีวิตคุณได้

มีใครบ้างไม่อยากเปลี่ยนชีวิตตัวเองบ้าง ? โดยเฉพาะ สุขภาพ เปลี่ยนจากสุขภาพไม่ดีให้ดีขึ้น จากที่ดีก็ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เหมือนสมัยยังวัยเยาว์ ผมคนนึงล่ะที่ปราถนาจะเปลี่ยนสุขภาพให้มันดียิ่งขึ้น เหมือนที่มีคนกล่าวไว้ว่า “มีสุขภาพดี เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน” ผมเคยถามเพื่อนผมว่า “ให้มีเงิน 100 ล้านบาท แต่มรึง! ป่วยเดินไปไหนไม่ได้ เอามั๊ย ? ” ไม่มีใครเอาสักคน แล้วคุณล่ะ เลือกอะไร ? ทำไมผมถึงจั่วหัวไว้ว่า “ทำไม โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Coenzyme-Q10) เปลี่ยนชีวิตคุณได้” ลองอ่านดูไปจนจบดู แล้วจะรู้ว่าทำไม ?

S__4579332มารู้จักโคคิวเท็น (Co-Q10) หรือ โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Coenzyme Q10) กันก่อนว่า มันคืออะไร ?

  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ไม่ใช่สารที่ให้พลังงานแก่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย แต่โคคิวเท็น เป็นสารที่ทำให้สารอาหารต่างๆ ที่เรากินเข้าไปกลายไปเป็นพลังงานของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น มีอยู่ใน ไมโตคอนเดรีย (ครัวของเซลล์) ในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกายของเรา เป็นส่วนสำคัญในการสร้างพลังงานที่เรียกว่า ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งทำหน้าที่สร้างพลังงานมากถึง 95% ของพลังงานทั้งหมดในร่างกาย
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น จำเป็นต้องมีจำนวนมาก และเพียงพอ ซึ่งมีจำนวนมากบนผนังของไมโตคอนเดรียในเซลล์ โดยเฉพาะอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง อย่างเช่น ตับ ไต หัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน และตับอ่อน ซึ่งพบโคคิวเท็นปริมาณสูง เป็นต้น
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ยังช่วยเพิ่ม หรือขับออกซิเจนให้แก่เซลล์เนื้อเยื่อ เป็นตัวร่วมในกระบวนการหายใจระดับเซลล์ที่ใช้ออกซิเจน
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ละลายได้ในไขมัน คล้ายวิตามินอี
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น มีงานวิจัยจำนวนมากที่ได้ศึกษาถึงหน้าที่ของ “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น”
    • ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งสัญญาณขอเซลล์ในร่างกายจำนวนมาก
    • รวมถึงการถ่ายทอดของยีนหรือพันธุกรรมด้วย
    • ผลปรากฏว่า “โคคิวเท็น” อาจจะเกี่ยวข้องกับทุกพื้นที่ที่เกี่ยวกับสุขภาพของร่างกาย โดยการถ่ายทอดสัญญาณระหว่างเซลล์และควบคุมการแสดงออกของยีนหรือพันธุกรรม (Journal of the American College of Nutrition, 2001, 20:591-598)

แล้วเราต้องการ “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น” มากน้อยแค่ไหนกัน

โดยปกติธรรมชาติร่างกายของเราสามารถสร้างโคเอ็นไซม์ คิวเท็นได้เอง แต่… แต่ว่าการสร้างเอ็นไซม์ คิวเท็น จำเป็นต้องใช้สารอาหาร และเอ็นไซม์หรือสารเคมีของร่างกายมากมายหลายอย่างด้วยกัน จึงทำให้การสร้างโคเอ็นไซม์ คิวเท็นที่สมบูรณ์ไว้ใช้งานในร่างกายได้ในปริมาณที่น้อยมาก

หากเราได้รับโคเอ็นไซม์ คิวเท็นน้อยเกินไป จะส่งผลทำให้ร่างกายของเรา อ่อนเพลียจากการที่เซลล์ไม่สามารถสร้างพลังงานได้อย่างเพียงพอ หัวใจจะเต้นไม่สม่ำเสมอ และมีผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของเราลดลง

  • ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ต้องการเท่ากัน
  • สำหรับคนที่มีสุขภาพดี ต้องการ 20-30 มิลลิกรัม ต่อวัน
  • สำหรับคนที่มีสุขภาพไม่ดี ต้องการ 20-150 มิลลิกรัม ต่อวัน
  • ควรกินร่วมกับอาหารที่มีไขมัน เพราะละลายได้ดีในไขมัน ทำให้ดูดซึมได้ดี
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็นนั้น มีความปลอดภัยสูง โดยไม่พบผลข้างเคียงใดๆ ที่รุนแรง จากงานวิจัย มีการบริโภคปริมาณสูงถึง 300-600 มิลลิกรัม ต่อวัน นอกจากอาการแค่คลื่นไส้ไม่สบายท้องเท่านั้นเอง

สาเหตุของการขาดโคเอ็นไซม์ คิวเท็น จากงานวิจัยพบว่า “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น” ในร่างกาย จะลดลงเมื่อเรามีปัจจัยดังนี้

  • อายุมากขึ้น โดยระดับโคเอ็นไซม์ คิวเท็น จะสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 20 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง ตามวัย และอายุที่มากขึ้น
  • เป็นโรคบางชนิด อย่างเช่น หัวใจล้มเหลวจากเลือดคั่ง ปวดเค้นหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย ความดันโลหิตสูง โรคพาร์คินสัน และโรคหืด
  • 50-75% ของผู้ป่วยโรคหัวใจมีภาวะขาดโคเอ็นไซม์ คิวเท็น
  • กินอาหารไม่สมดุล/ขาดสารอาหาร โดยเฉพาะที่จำเป็นในการสร้างโคเอ็นไซม์ คิวเท็น เช่น วิตามินหรือแร่ธาตุบางชนิด เช่น กรดโฟลิก ในอาซิน ไรโบฟลาวินส์ และไพริดอกซิน เป็นต้น
  • ร่างกายมีความต้องการใช้โคคิวเท็นมากเกินไป
  • ยาลดไขมันในเลือด ลดการทำงานของเอ็นไซม์ ทำให้ร่างกายขาดสารตั้งต้นในการสร้างโคคิวเท็น โดยยากลุ่มนี้จะเป็นยากลุ่มสเตติน เช่น โลวาสเตติน อะโทวาสเตติน เป็นต้น

despair-1235582_1920

โคเอ็นไซม์ คิวเท็น สำคัญอย่างไร

  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น กับสุขภาพของหัวใจ โดยหัวใจของเรานั้น เต้นเฉลี่ยถึง 100,000 ครั้งต่อวัน ทุกๆ วัน ตลอดชีวิต ไม่มีหยุดพักผ่อน ไม่ลาหยุดพักร้อน หัวใจจึงต้องการพลังงานที่คงที่ เพื่อให้เต้นได้อย่างสม่ำเสมอ
  • หัวใจล้มเหลวจากเลือดคั่ง ภาวะที่รุนแรงที่สุด หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น” สามารถลดอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์อเมริกา (American Journal of Therapeutics) ระบุว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคเอ็นไซม์ คิวเท็น สามารถเพิ่มการส่งเลือดออกจากหัวใจได้มากกว่า 15.7% และเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายได้มากขึ้น 25.4%
  • โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี สาเหตุหัวใจล้มเหลว และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของมนุษย์ เกิดจากการสะสมของไขมันโดยตรงบนผนังหลอดเลือด หรือภาวะหลอดเลือดแข็งตัว “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น” ลดการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โดยจำกัดปริมาณไขมันที่จะไปสะสมบนผนังหลอดเลือด
  • เสริมวิตามินอี ร่วมกับโคเอ็นไซม์ คิวเท็น เพิ่มการป้องกันภาวะหลอดเลือดอุดตันได้มากกว่าการได้รับเพียงอย่างเดียว
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น สามารถลดแผลบนผนังหลอดเลือดได้ และลดการขยายตัวของโรคหลอดเลือดอุดตัน
  • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ลดการเกิดออกซิเดชั่นของ LDL คอเลสเตอรอลตัวไม่ดี ลดการสะสมของคอเลสเตอรอลในเลือด และเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอลตัวดีได้
  • อาการปวดเค้นหน้าอก  มีหลายรายงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ และในวารสารโรคหัวใจของอเมริกา (American Journal of Cardiology) ระบุว่า “ผู้ที่เคยรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคเอ็นไซม์ คิวเท็น สามารถลดโอกาสการเกิดอาการปวดเค้นหน้าอกได้”
  • เพิ่มขีดความสามารถ โดยทำให้เรา “ออกกำลังกายได้นานขึ้นด้วย”

โคเอ็นไซม์ คิวเท็น กับการต้านอนุมูลอิสระ

การหายใจของเราแต่ละครั้งจะเกิดอนุมูลอิสระได้มากมาย “อนุมูลอิสระ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในชีวิตประจำวัน ร่างกายผลิตอนุมูลอิสระขึ้นจาก กระบวนการอักเสบภายในร่างกาย การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน สิ่งแวดล้อม ความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นในร่างกาย โดยเฉลี่ยเซลล์เราถูกโจมตีโดยอนุมูลอิสระทุกๆ 10 วินาที หรือประมาณ 10,000 ครั้งต่อวัน”

ผิวหนังมีสารต้านออกซิเดชั่นอยู่จำนวนมาก ได้แก่ วิตามินอี โคเอ็นไซม์ คิวเท็น กลูตาไธโอน เพอรอกซิเดส ซูเปอร์ออกไซม์ ไดมิวเทส เป็นต้น ซึ่งแสงแดดมีผลให้ปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของเราลดลง และการมีอายุเพิ่มขึ้นพบว่ามีการสร้างโคเอ็นไซม์ คิวเท็นลดลงเช่นกัน จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวหนังเกิดริ้วรอยเมื่อมีอายุมากขึ้น

โคเอ็นไซม์ คิวเท็น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทั้งที่เกิดจากภายในร่างกายและจากสภาวะภายนอก จึงสามารถป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะเซลล์ที่กล้ามเนื้อหัวใจ และปกป้องการทำลายดีเอ็นเอของอนุมูลอิสระ

งานวิจัยผลดีของ “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น” ต่อภาวะโรคต่างๆ

  • ความดันโลหิตสูง โคเอ็นไซม์ คิวเท็น 33.3 มก. สามารถช่วยลดความดันทั้งค่าบน และค่าล่างได้
  • มะเร็ง โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ต่อต้านมะเร็งเต้านม มะเร็วปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โคเอ็นไซม์ คิวเท็น เพิ่มสาร Antibody ได้และเพิ่มความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค
  • โรคพาร์คินสัน โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ช่วยลดความผิดปกติของไมโตคอนเดรียที่พบในโรคพาร์คินสันได้ ช่วยให้อาการโรคพาร์คินสันลดลง
    • โคเอ็นไซม์ คิงเท็น 360 มก.ต่อวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ช่วยลดความผิดปกติทางสายตาและอาการอื่นๆ ในคนที่เป็นโรคพาร์คินสันได้
    • โคเอ็นไซม์ คิวเท็น 300-1,200 มก.ต่อวัน ป้องกันหรือลดอาการในผู้ป่วยพาร์คินสันให้ดีขึ้น
  • โรคอัลไซเมอร์ โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคอัลไซเมอร์ได้

skin-care-1122664_1920

“โคเอ็นไซม์ คิวเท็น” กับความสวยความงาม  ช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ และช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายโดยรังสียูวีจากแสงแดด

การนำโคคิวเท็นไปผสมในเครื่องสำอางที่ใช้ภายนอกผลเป็นอย่างไรบ้าง

  • จะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้น้อย
  • สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังชั้นนอกได้ประมาณ 20%
  • สามารถซึมผ่านผิวหนังแท้ได้ประมาณ 3%
  • ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของโคเอ็นไซม์ คิวเท็นที่มีในผลิตภัณฑ์
  • ความสามารถของตัวกลางที่จะพาเข้าสู่ผิวหนัง หากตัวกลางมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

สรุปได้แบบนี้ครับ “การได้รับจากอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่เลือด และอวัยวะต่างๆ ได้ดี ซึ่งจะให้ผลดีในด้านสุขภาพโดยรวมมากกว่ารับจากข้างนอกเข้ามา”

คอนเทนท์นี้ยาวสักหน่อยนะครับ แต่ผมบอกได้เลยว่ามันมีประโยชน์กับทุกคนที่ต้องการจะเปลี่ยนชีวิตให้มีความสุข สุขภาพดีได้ด้วย “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น”

การเสริม โคเอ็นไซม์ คิวเท็น เป็นสิ่งที่จำเป็นและดีต่อสุขภาพ แต่เราต้องเลือกเป็นด้วยว่า โคเอ็นไซม์ คิวเท็น ที่ดีต่อสุขภาพ และคุ้มค่า ต้องเลือกอย่างไร ? คอนเท็นหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังครับ อดใจรอนะคร้าบผม

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

การลดน้ำหนักที่ผิดวิธีส่งผลเสียอย่างไร

ลดน้ำหนักถูกวิธีหลายคนก็รู้ แต่ก็ไม่ทำ เพราะอาจจะช้าไม่ทันใจวัยสะรุ่น ยุคโซเชียลครองเมืองมันต้องเร็วทันใจ แค่นิ้วสัมผัสจอมือถือ แต่เราเคยรู้กันมั๊ยครับว่า ถ้าเราลดน้ำหนักผิดวิธี เพราะแค่ต้องการที่จะให้ผอมแบบทันใจ แล้วมันจะจะเกิดผลเสียกับตัวเรา ร่างกายเราอย่างไร รู้แล้วจะรู้ว่ามันเยอะมาก ถึงหมดลมหายใจได้เลยเชียว

thinking-2681494_1920

การลดน้ำหนักที่ผิดวิธี เช่น

  • กินยาลดน้ำหนัก ยาสารพัดสีจะไปสะกดความหิวของเรา ทำให้เราไม่หิว ไม่อยากกินอาหาร แบบนี้ผอมเป็นแบบซอมบี้เลยทีเดียว อาละวาดกัดกินไปทั่ว ขี้หงุดหงิด 

  • อดอาหาร คิดว่าเราอ้วนเพราะกินเยอะ เลยอดอาหารไม่กินมันซะเลย จะได้ผอม ก็ผอมสมใจ แต่สภาพดูไม่ได้ ทรุดโทรม

  • ลดน้ำหนักไวเกินไป ตอนกินอยากกินนานๆ เยอะๆ พออ้วนก็อยากผอมเร็วๆ หุ่นดีไวไว

  • ลดด้วยการกินพลังงานน้อยกว่า 800 แคลอรี่ กินแบบอดอยาก แต่น้อยมาก เหมือนแมวดม ต่ำกว่า 800 แคลอรี่ ร่างกายของเราไม่สามารถอยู่ได้ เพราะพลังงานไม่พอใช้ครับ ก็ผอมแบบโทรมๆ เหมือนทอม แฮงค์ ในหนังเรื่อง Cast Away 

  • สูตรต่างๆ สรรหาสารพัดสูตรลดเร็วเว่อร์วัง ส่วนใหญ่มาจากอินเตอร์เน็ต กินแค่อันนั้น อันนี้รับรองผอม แต่รู้มั๊ย! สารอาหารมันไม่ครบ ร่างกายต้องการสารอาหารหลากหลายเพื่อทำหลายหน้าที่

confused-2681507_1920

ผลเสีย ที่เกิดจากการลดน้ำหนักผิดวิธี

  • โยโย่ คือหลังจากออกจากการลดน้ำหนัก น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะมวลกล้ามเนื้อหายไป ระบบเผาผลาญพัง ชีวิตแย่กว่าเดิมไปอีก

  • กล้ามเนื้อหาย เพราะได้สารอาหารไม่ครบ น้ำหนักที่ลดผิดวิธีทุก 4 กก. จะเป็นมวลกล้ามเนื้อเสีย 1 กก. ตัวเหี่ยวเชียว

  • ผิวเหี่ยว หย่อนคล้อย ก็เพราะสารอาหารไม่ครบ ทำให้มวลกล้ามเนื้อหาย อีลาสติน คอลลาเจน หาย สุดท้ายเหี่ยว ย่น

  • สารพิษเพิ่มขึ้น บางคนเกิดตับอักเสบได้ ผลจากยาที่กิน มันเป็นสารเคมี ส่งผลกับตับตรงๆ

  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ จากการขาดเกลือแร่ เป็นตะคริว ขาดสมาธิ ก็จากสารอาหารได้ไม่ครบ นานๆ ไปก็ส่งผลกับอวัยวะที่สำคัญ

การลดน้ำหนักที่ยั่งยืนคือยังไง

การออกกำลังกาย 20 – 30 % ควรออกทั้งแบบที่เป็นการเผาผลาญ และสร้างกล้ามเนื้อ

  • การเผาผลาญ เช่น การวิ่ง เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น ประเภทนี้มันจะเผาผลาญตอนที่เราเล่น หรือช่วงเวลาหนึ่ง

  • สร้างกล้ามเนื้อ เช่น เวทเทรนนิ่ง บอดี้เวท เป็นต้น ประเภทนี้จะสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มกล้ามเนื้อให้กับร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เมื่อเรามีกล้ามเนื้อมากขึ้น อัตราการเผาผลาญก็จะสูงตามไปด้วย ที่สำคัญ คือเผาผลาญตลอดเวลาเพิ่มขึ้น ได้รูปร่างที่ดูดี เฟิร์มด้วยครับผม

fitness-850602_1920

อาหาร 70 – 80 %  เราอ้วนเพราะ กิน มากกว่า ใช้ และสารอาหารไม่ครบถ้วน เลยเหลือเก็บสะสมไปเรื่อยๆ ผลอ้วน แต่ถ้าเราสามารถควบคุมการกินของเราให้น้อยกว่าใช้ได้ โดยต้องได้สารอาหารครบถ้วน น้ำหนักของเราก็จะลดลง เช่น เราสามารถลดได้วันละ 500 แคลอรี่ ครบ 1 สัปดาห์ 7 วัน เท่ากับ 500 x 7 = 3,500 แคลอรี่ น้ำหนักของเราจะลดลงไป 0.5 กก. เดือนนึงก็เท่ากับ 2 กก.

salad-374173_1920

สรุปได้ว่า เราไม่สามารถเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้เพียงอย่างเดียว เราต้องออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร เพื่อการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน ซึ่งมันต้องใช้เวลา วินัยในตัวเองพอสมควร คิดเสียว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ฝึกจิตใจของตัวเอง ชนะคนอื่นได้ ก็ไม่ภาคภูมิใจเท่ากับ เราสามารถเอาชนะใจตัวเองได้ เพราะตัวเองนี่แหละ ยากที่สุดแล้ว และการลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่ผิดวิธี ผิดธรรมชาติ จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของเราในระยะยาว ก็ลองคิดดูว่าเรายังจะเลือกวิธีที่ผิดๆ อยู่อีกหรือเปล่า เดินทางผิดเสียเวลา เสียชีวิตได้ครับผม

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

ทำไมเราถึงลดน้ำหนักพร้อมกับเพิ่มกล้ามเนื้อไม่ได้


“พี่หนูอยากลดน้ำหนักแล้ว ขอมีกล้ามมีซิกส์แพคด้วยนะ”
อึ่ม! ใครๆ ก็อยากเป็นแบบนั้นหละครับ แต่มันไม่สามารถทำแบบนั้นได้พร้อมกันในคราวเดียวกันนะครับ “อ้าว! หนูนึกว่า ถ้าหนูผอมลงแล้ว หนูจะมีหุ่นแบบนั้นได้ มีกล้ามมีซิกส์แพคเลย” โอเค จะเล่าแจ้งแถลงไขให้ฟังละกันว่าทำไม….?

การลดน้ำหนัก คือ การลดมวลไขมันในร่างกายให้น้อยลง โดยเสียมวลกล้ามเนื้อให้น้อยที่สุด การที่เราบอกว่า ลดน้ำหนักได้ 2 โล 4 โล นั่นควรจะเป็นมวลไขมันที่ลดลง ไม่ใช่มวลกล้ามเนื้อครับ เพราะถ้าเราสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะส่งผลให้อัตราการเผาผลาญของเราลดลง ทีนี้พอเราออกจากโปรแกรมลดน้ำหนัก แล้วกินเท่าเดิม น้ำหนักของเราจะเพิ่มขึ้น หรือโยโย่

วิธีการลดน้ำหนักหรือไขมัน จะเกิดจากการที่ร่างกายรับพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไป น้อยกว่าปริมาณที่เราใช้ออกไป ทำให้ร่างกายขาดแคลนพลังงาน ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องนำพลังงานที่สะสมในรูปแบบต่างๆ มาใช้ สิ่งหนึ่งก็คือไขมันที่สะสมตามร่างกายนั่นเอง ทำให้มวลไขมันลดลง น้ำหนักลดลง ผอมลงนั่นเอง

การเพิ่มกล้ามเนื้อ คือ เกิดจากการฝึก หรือการที่เราออกกำลังกายกระตุ้นให้ร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องอาศัยโปรตีนและพลังงานที่มากพอ ผลที่ได้รับคือ กล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้นนั่นเอง

สรุปได้ว่า เราไม่สามารถทำได้ เพราะการลดน้ำหนัก คือแคลอรี่ที่รับต้องน้อยกว่าที่ต้องการ แต่การเพิ่มกล้ามเนื้อ คือแคลอรี่ที่รับต้องมากกว่าที่ต้องการ เห็นมั๊ยครับว่า มันแย้งกันอยู่ เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงทำพร้อมกันไม่ได้

S__4407299

ทำอย่างไรดี ก็ในเมื่อมันทำพร้อมกันไม่ได้ เราก็เลือกทางใดทางหนึ่งดิครับ แนะนำอย่างนี้ครับ

ถ้าต้องการลดน้ำหนัก หรือไขมัน ก็ไม่ต้องคิดเรื่องการสร้างกล้ามเนื้อ เราแค่ทำอย่างไรที่จะลดไขมันอย่างไร ให้เสียมวลกล้ามเนื้อน้อยที่สุด

ถ้าต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ ก็ให้พุ่งเป้าไปที่การเพิ่มกล้ามเนื้อ ไม่ต้องสนใจการลดไขมัน หรือน้ำหนัก โดยคิดว่า จะเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างไรให้ไขมันเพิ่มน้อยที่สุดก็โอเค

ตัวอย่างแนะนำถ้าอยากได้ทั้งสองอย่างนะครับ คือ เราต้องลดไขมันให้อยู่ในระดับที่พอใจ แล้วหลังจากนั้นถึงทำการเพิ่มกล้ามเนื้อ แค่นี้ก็ได้ทั้งสองอย่าง แต่ต้องทำทีละอย่าง และใช้เวลา วินัย ความอดทน เพื่อให้ได้มันมาครับ

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

อ้วนลงพุง รู้ได้อย่างไร มีผลต่อร่างกายอย่างไร

ไม่น่าถามนะ ว่าอ้วนลงพุงหรือเปล่า ? ดูด้วยตาก็รู้  ใช่ครับ ดูด้วยตาก็รู้ แต่มันขนาดไหนกันที่เรียกว่า อ้วนลงพุง แล้วมันมีอะไรที่เป็นสัญญาณ หรือข้อบ่งชี้บ่งบอกว่าเราอ้วนลงพุงล่ะ ! มาดูกันครับ

bikini-841082_1280คนอ้วนลงพุงเราก็เห็นมากมายในเมืองไทยอันอุดมสมบูรณ์ของเรา ซึ่งก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปแหละ แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่มันชัดเจน เจ๋งเป้ง คือ มีพุง ล้ำหน้ามากกว่าคนปกติทั่วไปนั่นเอง หรือหลายคนจะบอกว่ายืนตรง แล้วก้มมองปลายเท้าดูว่ามองเห็นหรือเปล่า ? ก็ได้ครับวิธีนั้น แต่เรามีวิธีที่เป็นหลักเป็นการหน่อย คือ การวัดที่รอบเอวซะเลย หาสายวัดมาวัดรอได้เลยครับ แล้วมาดูว่าผลจะเป็นอย่างไร โดยไม่ควรมีรอบเอวเกินจากนี้ มีค่าเกณฑ์แยกชายหญิงดังนี้ครับ เกินจากนี้ถือว่าอ้วนลงพุง

slimming-2728331_1920

ผู้ชาย ที่มีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร (ประมาณ 35.5 นิ้ว)

ผู้หญิง ที่มีรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร (ประมาณ 31.5 นิ้ว)

เมื่อเรามีขนาดรอบเอวเกินมาตรฐาน แล้วยังไง ? ก็ไม่เห็นจะมีอะไร ไม่มีอะไรก็ดีไปครับ แต่เรามักจะตรวจเจออาการอื่นๆ แอบแฝงมากับมวลไขมันรอบเอวของเราหลายอย่างด้วยกัน คือ

  • ความดันโลหิตสูง มากกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท
  • น้ำตาลในเลือดสูง ตั้งแต่ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
  • ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
  • คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL Cholesterol) ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรสำหรับผู้ชาย หรือต่ำกว่า 50 ลิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สำหรับผู้หญิง

ส่งท้ายกันด้วยสัญญาณเตือนที่มาพร้อมกับความอ้วน

headache-2058476_1920บางครั้ง อาการปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะอาจเป็นสัญญาณที่กำลังบ่งบอกเราว่า เส้นเลือดสมองของเรากำลังทำงานผิดปกติ หรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเข้าขั้นเบาหวานอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย หากความผิดปกติแบบนี้มาเยือนร่างกายเวลาเดียวกับที่รอบเอวที่เพิ่มขึ้น นั่นก็หมายความว่าโรคร้ายต่างๆ ได้เริ่มเข้าใกล้คุณมากกว่าที่เราคิดแล้วครับ

อยู่ที่พวกเราทุกคนแล้วละครับ ว่าอยากเก็บพุงไว้ หรือขจัดมันออกไป เพื่อสุขภาพดีมีสุขของเรา อยู่กันยาวๆ ปาย

ลิงค์แนะนำ ลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ (BodyKey) จาก 77 เหลือ69

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

อยู่ในรถยนต์เสี่ยงตายกับมลพิษมากกว่าที่คุณคิด

ประเทศไทยได้รับเกียรติถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่รถติดที่สุดในโลก (ขอเสียงปรบมือหน่อยครับ) กรุงเทพมหานครของไทย ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดอันดับที่ 12 ของโลกในช่วงที่มีการจราจรคับคั่ง คนมากมายหลายคน เชื่อว่าการอยู่ในห้องโดยสารของรถยนต์ปลอดภัยจากมลภาวะทางอากาศเป็นพิษที่อยู่บนท้องถนน แต่ศาสตราจารย์ Sir. David King จากมูลนิธิศึกษาปอด ของอังกฤษ กล่าวว่า จากงานวิจัยหลายชิ้นซึ่งเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2001 ชี้ว่า ผู้ที่อยู่ในรถยนต์บนท้องถนน ต้องสูดมลภาวะเป็นพิษมากกว่าผู้ที่เดินหรือขี่จักรยานอยู่บนท้องถนนเดียวกัน โดยเด็กเล็กเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพปอดของเด็กแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กอีกด้วย

Processed with MOLDIV

ข้อมูลที่น่าสนใจ

     92%  ของคนทั่วโลกใช้ชีวิตท่ามกลางสภาวะอากาศที่อันตรายเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลก

     6.5 ล้านคน หรือ  11.6%  ของผู้เสียชีวิตทั่วโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั้งในพื้นที่เปิด และพื้นที่ปิด

Processed with MOLDIV

     ห้องโดยสารภายในรถยนต์ที่เหมือนจะปลอดภัยนั้น ก็อันตรายไม่แพ้กัน เพราะ มีมลพิษสูงกว่าภายนอกรถถึง 15 เท่า!!***

     ผู้คนมักจะคิดว่า ในขณะที่ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิทแล้วอยู่ภายในรถเราก็จะปลอดภัยจากมลภาวะ แต่ในความจริงก็ยังมีช่องว่างที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก และมลพิษต่างๆ เล็ดลอดเข้ามาได้ ช่องระบายอากาศที่ปล่อยให้อากาศจากด้านนอกเข้ามาก็เป็นอีกปัจจจัยสำคัญที่ก่อมลพิษให้เข้มข้นขึ้นจนเป็นอัตรายต่อสุขภาพได้

Processed with MOLDIV

ไม่เพียงแต่มลพิษจากภายนอกรถเท่านั้น สิ่งที่อยู่ในห้องโดยสารก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน

  1. กรองแอร์รถยนต์ เป็นที่ชื้น มืด และไม่ปลอดโปร่ง ซึ่งเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรีย ชอบมาก เพราะสามารถแพร่พันธ์ุได้อย่างรวดเร็ว
  2. การตกแต่งภายในรถยนต์ จำพวกวัสดุต่างๆ เช่น หนังและพลาสติก กาว สีรถ ซึ่งสามารถปล่อยแก๊สฟอร์มาลดีไฮด์ได้ ที่เป็นอันตรายต่อทุกคนภายในรถได้
  3. พฤติกรรมคนใช้รถ คนขับรถและผู้ที่นั่งในรถคืออีกปัจจัยที่นำฝุ่นละอองเข้ามา เมื่อรวมกับกลิ่นสัตว์เลี้ยงและกลิ่นไม่พึงประสงค์อื่นๆ อย่าง อาหารที่นำมากิน น้ำหอมปรับอากาศ ตัวเคลือบหนังทำความสะอาด รวมไปกับฝุ่นละอองจากภายนอกรถ ก็ยิ่งเพิ่มระดับของมลพิษในห้องโดยสารขึ้นเป็น 2 หรือ 3 เท่า
ผลลัพธ์ ที่เกิดจากมลพิษทางอากาศภายในห้องโดยสารรถยนต์
มลพิษที่เข้าไปสะสมในส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านการหายใจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ อย่างเช่น โรคหอบหืด โรคปอด และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง  จนอาจพัฒนาขึ้นจนกลายเป็นโรคมะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งปอด มลพิษบางชนิดยังค่อยๆ ลดออกซิเจนที่ส่งเข้าไปในอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ลดการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำลายปอดและระบบประสาท ซึ่งมีผลต่อกระบวนการรับรู้และการพัฒนาสติปัญญาในเด็กเล็กๆ อีกด้วย

วิธีป้องกัน ไม่ให้เราต้องเผชิญมลพิษภายในรถยนต์จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

  1. ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ดักจัดการมลพิษทางอากาศมันตั้งแต่ต้นทางเลย โดยไอเสียจากรถยนต์เป็นแหล่งใหญ่สุดที่ทำให้เกิดมลพิษในเมือง ดังนั้น จึงควรจะควบคุมไอเสียให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือหลีกเลี่ยงการขับรถโดยไม่จำเป็น  บำรุงรักษารถให้เหมาะสม  เพื่อจะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของรถไม่ให้ปล่อยมลพิษทางอากาศออกมามากเกินไป
  2. เพิ่มการถ่ายเทอากาศภายในรถ ด้วยการปล่อยให้อากาศข้างนอกเข้าในรถมากขึ้น โดยเปิดหน้าต่าง หรือเปิดเครื่องปรับอากาศ โดยเปิดช่องระบายลม หากจะใช้วิธีนี้ควรขับอยู่ นอกเมืองในวันที่อากาศเย็น ในที่ที่มีมลพิษในอากาศต่ำ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการเอามลพิษทางอากาศเข้ามาในรถมากขึ้นไปอีก
  3. ติดตั้งเครื่องกรองอากาศภายในรถยนต์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศของห้องโดยสารในรถยนต์ได้ดี วิธีนี้อาจพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า “เมื่อหนี ไม่ได้ก็ต้องสู้กับมันนั่นเอง”  สะดวก ง่าย ปลอดภัย

Photo : pixabay.com

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

ลดน้ำหนักกินสารอาหารอย่างไร ให้น้ำหนักลดดั่งใจ

“กินอะไรดี กินอะไรดี” เรามักจะได้ยินบ่อย ๆ ตอนมื้อที่เราจะกินข้าว แล้วก็จะมีคำตอบออกมาว่า “ไม่รู้เหมือนกัน กินอะไรก็ได้ กิน ๆ ไปเหอะให้มันอิ่มก็พอ” ผมล่ะเป็นบ่อย แบบว่าพอเที่ยงทีไร มันมึนงง ไม่รู้จะกินอะไร ก็เลยกินส่งเดช อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นนั่นแหละ ผลเหรอครับ อ้วนดิครับผม กินแบบไม่คิดอะไร ไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไรกับรูปร่าง สุขภาพของเรา ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า คนลดน้ำหนักต้องกินยังไง น้ำหนักถึงจะลดได้อย่างที่ตั้งใจ

Processed with MOLDIV

อัตราส่วนของสารอาหารที่เรากินในแต่ละมื้อ เป็นสิ่งสำคัญที่ชี้ว่าเราจะลดน้ำหนักได้ตามที่ต้องการหรือไม่ เพราะอัตราส่วนของสารอาหารสำหรับคนแต่ละประเภท แต่ละกลุ่มจะไม่เท่ากัน คือ

  1. คาร์บสูง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการบิ้วบอดี้ คนที่กิจกรรมมาก เป็นนักกีฬา ต้องการเพิ่มน้ำหนัก ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เพราะคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง จึงต้องการพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตสูง แบบว่ากินเข้าไปเยอะ แต่ก็ใช้หมด ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินไม่เกิด แบบว่ากินไป 2,000 แคลอรี่ ใช้ไป 2,000 แคลอรี่ ก็ไม่มีเหลือเก็บเป็นไขมันสะสมตามตัว แต่ถ้าไม่ได้เป็นคนในกลุ่มนี้ แล้วกินแบบนี้ รับรองน้ำหนักเพิ่มพรวดแน่นอน ไม่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก
  2. คาร์บปานกลาง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการคงน้ำหนักตัว คนที่ต้องการรักษาสุขภาพทั่วไป คนที่ต้องการรักษาน้ำหนัก คนที่มีคอเลสเตอรอลสูง หรือเป็นไฮเปอร์ไธรอยด์ กินแบบกลาง ๆ สมดุลเพื่อคงน้ำหนักตัวไว้
  3. คาร์บต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ที่อ้วนส่วนใหญ่ก็เพราะกินคาร์โบไฮเดรตเยอะ พลังงานก็เยอะ โดยพลังงานจากแป้งที่เหลือจากการใช้ในชีวิตประจำวัน จะเปลี่ยนเป็นไขมันเก็บสะสมได้ง่ายที่สุด เพราะฉนั้นคนที่เข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก ถึงต้องลดคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำ เพิ่มโปรตีนให้มาก เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มอัตราการเผาผลาญให้สูงขึ้น ทำให้น้ำหนักของเราจะค่อย ๆ ลดลง ระบบการเผาผลาญดีขึ้น ยังรวมถึงคนเป็นเบาหวาน คนมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหารด้วย ที่ต้องการคาร์บต่ำ

food-platter-2175326_1920

รู้แบบนี้แล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกนะครับ คือ ตอนปฏิบัติมันช่างยากแสนยากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะชีวิตคนเมือง ทำงานประจำ เวลาน้อย จะมานั่งกิน เท่านั้น เท่านี้ แค่คิดก็ยากแล้ว แถมต้องรีบกินด้วย ต้องทำงานต่อ เฮ้อ! เปงลมดีก่า เรามาเน้นกันเฉพาะคนที่ลดน้ำหนักว่า จะมีวิธีกินอย่างไรให้ง่ายที่สุดในชีวิตประจำวัน ลองวิธีนี้ดูที่ผมใช้ประจำ

  1. ลดข้าวลงครึ่งนึง เอามันง่าย ๆ แบบนี้แหละ เพราะคนไทยกินข้าวเป็นอาหารหลัก และกรุณาลดหรือแบ่งก่อนที่จะลงมือกินนะครับ
  2. สั่งกับข้าวเน้นโปรตีนที่เป็นโปรตีนจากปลาเป็นอันดับแรก ถ้าไม่มีก็หมู และไล่ไปเนื้อวัวหลังสุด โปรตีนจากปลาย่อยง่ายที่สุด ของแถมน้อยสุด
  3. ไขมันไม่ต้องไปสนใจที่จะเพิ่ม เพราะมันมีอยู่ในอาหารที่เขาทำหรือปรุงขายอยู่พอสมควรแล้ว ไม่ขาดแน่ ๆ อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ควรระวังว่าจะเกินดีกว่า ระวังอาหารผัด หรือทอดให้มาก ๆ เข้าไว้

ต่อให้ทำอย่างที่ผมบอกก็ไม่ง่ายในบางครั้งนะครับ เพราะเราไม่ได้ทำอาหารกินเอง ไม่มีเวลา เลยต้องมาซื้อกิน ชีวิตคนส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ เราเลยอาจต้องพึ่งพิงอาหารเสริมบ้างครับ เพื่อ

  1. เสริมโปรตีน เพื่อให้ร่างกายของเราได้สารอาหารโปรตีนที่เพียงพอ ปกติเราควรได้รับโปรตีน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยโดยส่วนใหญ่ขาดโปรตีน เพราะอะไรเหรอครับ ลองคิดดู สมมุติผมหนัก 69 กก. แสดงว่าผมต้องการโปรตีน 69 กรัม ผมต้องกินเนื้อไก่ 250 กรัม ถ้าเป็นโปรตีนจากไข่ไก่เบอร์ใหญ่สุดก็ต้องกิน 12 ใบ กินยังไงไหว หรือถ้าเป็นโปรตีนจากเนื้อปลาก็ต้องกินถึง 310 กรัม คิดดูสั่งกะเพราไก่มาจานนึงคิดว่าไก่กี่ชิ้น คิดยังไงก็ไม่พอเพียงครับ การเสริมจึงเป็นทางเลือกสำหรับคนในยุคปัจจุบัน แถมโปรตีนยังช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ และเพิ่มอัตราการเผาผลาญของเราให้สูงขึ้นด้วย
  2. ใช้ตัวช่วยลดการดูดซึมแป้ง และน้ำตาล ด้วยเหตุผลว่าคนไทยกินข้าวเป็นหลัก เหมือนเขาว่ากินอะไรก็ไม่อิ่มเหมือนกินข้าว แถมเดี๋ยวนี้กินข้าวเสร็จต้องตบท้ายด้วย น้ำชง หวานอร่อยชื่นใจอีกสักแก้ว สดชื่น แคลอรี่เต็ม ๆ ไขมันเพิ่ม น้ำหนักเกิน 555555 อย่างง่ายดาย เราสามารถกินเพื่อระบายความอยาก อัดอั้น แต่แคลอรี่เข้าร่างกายน้อยลงได้มั๊ย ? ขอบอกว่าได้ครับ ด้วยการกินตัวบล็อกแป้ง น้ำตาล แต่ก็แลกมาด้วยการต้องจ่ายเงินเพิ่มซื้อตัวบล็อกแป้ง น้ำตาลมากิน แต่ถ้าใครสามารถควบคุม มีวินัยไม่กินแป้ง น้ำตาลได้ก็ไม่ต้องเสียตังค์ครับ อันนี้ก็คิดพินิจ พิจจารณาดูนะครับ ตามความเหมาะสมของเราเอง
  3. ช่วยให้อิ่มด้วย ตัวทดแทนมื้ออาหาร ที่ให้สารอาหารครบถ้วน ให้พลังงานต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มวิตามิน และกลุ่มเกลือแร่ที่จำเป็น ใยอาหาร (ไฟเบอร์) ส่งผลให้เราสามารถควบคุมแคลอรี่ได้แม่นยำ ทำให้น้ำหนักลดลงได้ง่ายขึ้น สะดวก ที่สำคัญระบบการเผาผลาญไม่เสียหายจากการที่สารอาหารไม่ครบด้วย

ทั้งนี้  ทั้งนั้น การเข้าโปรแกรมลดน้ำหนักให้สำเร็จได้ผลที่ต้องการแล้ว วินัย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราทำได้สำเร็จครับ แล้ววินัยคืออะไร ในความหมายของผมนะ วินัย คือ การลงมือทำ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่สำเร็จ ไม่เลิก เอาให้มันรู้กันไปว่า ตรูก็แน่จริง เอ็งไม่มีวันชนะข้าหรอก คุณไขมัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า จงออกไป จงออกไป จงออกป๊าย!!!

ลิงค์แนะนำ ลดน้ำหนักด้วยบอดี้คีย์ (BodyKey) จาก 77 เหลือ69

ฝากช่วยกด Like กด Share ด้วย ขอบคุณครับผม

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866

4 หลักคิดพิชิตการออกกำลังกาย ให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม

ส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพ และรูปร่างที่ดี คือต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มะช่าย ปะเดี๋ยว ปะด๋าว เห่อ คึกเป็นพัก ๆ ตอนพักก็พักซะยาวนานเลย แต่ถ้ากินละก็ขอกินนาน ๆ หึหึ!!! แล้วถ้าอยากออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน เพื่อสร้างความแข็งแรง หรือเพื่อเล่นกีฬาให้ดีขึ้น มันต้องคิดยังไง วางแผนแบบไหนดี เพื่อให้เราออกกำลังได้อย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยของเราไปเลย มาดูกันกับ 4 หลักคิดพิชิตการออกกำลังกาย ตามนี้เลยครับ

  1. บ่อยแค่ไหน ถามใจเธอดู ความบ่อยของการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือนาน ๆ นานมาก ถึงได้ออกกำลังกาย ควรเริ่มจากบ่อยน้อยไปหาบ่อยมากก่อนดีที่สุด มิเช่นนั้นอาจจะบาดเจ็บกล้ามเนื้อได้ อย่าหักโหมครับ พอดีกับตัวเองดีที่สุด แนะนำเลย ออกกำลังกายวันเว้นวันหรือสัปดาห์ละประมาณ 3 วัน เนื่องจากกล้ามเนื้อจะใช้เวลา ในการฟื้นฟูร่างกายให้กลับสู่สภาพพร้อมออกกำลังกายอีกครั้งต้องใช้เวลา 48 ชั่วโมง แต่ในคนที่มีการออกกำลังกายบ่อยเป็นประจำอยู่แล้ว เราสามารถเพิ่มวันได้แต่ไม่ควรเกิน 6 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างน้อย 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง
    1. บ่อยแค่ไหน กับการออกกำลังกาย

    1. บ่อยแค่ไหน กับการออกกำลังกาย (เครดิตภาพ https://pixabay.com)

     

  2. หนักแค่ไหน  ความหนักในการออกกำลังกาย ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการออกกำลังกาย เช่น ออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน จะต้องควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในช่วง 60-70% ของอัตราการเต้นสูงสุด เพราะช่วงนี้จะมีอัตราการใช้พลังงานจากไขมันสูงที่สุด จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักที่สุด แต่ถ้าเราต้องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้อยู่ในช่วง 50-60% เป็นต้น  แล้วอัตราการเต้นสูงสุดมาจากไหน มีวิธีคิดแบบนี้ครับ ง่าย ๆ คืออัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของแต่ละคนจะเท่ากับ  220 – อายุเช่น เรามีอายุ 49 ปี เราจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเท่ากับ  220 – 49  =  171 ครั้งต่อนาทีหรือ น้องลำไย อายุ 18 ปี ลำไยจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเท่ากับ  220 – 8  =  202 ครั้งต่อนาทีจะเห็นได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจนั้น ยิ่งเรามีอายุที่มากขึ้นหัวใจก็จะทำงานได้ช้าลง และถ้าหากหัวใจของเราเต้นเกือบถึงอัตราสูงสุดหรือเทียบเท่า ก็มีโอกาสที่จะไปเฝ้ายมบาลได้เนื่องจากหัวใจจะทำงานหนัก เพื่อบีบเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่ายกายไม่ทันและทำให้เราเกิดอาการช็อคได้ครับผม
    2.

    2. หนักแค่ไหน ถึงโอเค (เครดิตภาพ https://pixabay.com)

     

  3. นานแค่ไหน  การที่เราจะออกกำลังกายนานแค่ไหนนั้น จะต้องสอดคล้องกับความหนักในข้อ 2 ด้วยครับ โดยให้ยึดหลักดังนี้ หากมีความหนักมากก็จะใช้เวลานานน้อยลง แต่ถ้ามีความหนักน้อยก็จะใช้เวลานานมากขึ้น โดยปกติแล้วการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยรวมทั่วไป ควรอยู่ที่ 20-30 นาทีต่อครั้งเป็นอย่างน้อย มากกว่านี้ก็ได้นะครับ ไม่ผิดกติกาใด ๆ
    3.

    3. นานแค่ไหน ถึงจะดี (เครดิตภาพ https://pixabay.com)

     

  4. เลือกไรดี การออกกำลังกายมีมากมาย เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน ยกน้ำหนัก เป็นต้น เอาที่ชอบ เอาที่ถนัด ทำให้เราวางแผนการออกกำลังกายได้ง่ายและไม่เบื่อ ซึ่งชนิดของการออกกำลังกายแต่ละอย่างจะมีความหนักแตกต่างกัน อย่างการวิ่งอยู่ที่การคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ในขณะที่ความหนักของการเล่นเวทเทรนนิ่งจะอยู่ที่น้ำหนักที่ใช้และจำนวนครั้ง ถ้าเราต้องการออกกำลังเพื่อลดน้ำหนัก เราควรออกกำลังกายผสมกันระหว่างแบบที่เน้นการเผาผลาญ เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก และแบบเพิ่มสร้างกล้ามเนื้อ เช่น เวทเทรนนิ่ง บอดี้เวท เป็นต้น เหตุผลก็เพราะว่า แบบเน้นการเผาผลาญจะเผาผลาญพลังงาน และดึงเอาไขมันของเราออกมาใช้งานให้หมดไป แต่มันจะเผาผลาญตอนที่เราออกกำลังเท่านั้น ส่วนแบบเพิ่มกล้ามเนื้อ จะทำให้มวลกล้ามเนื้อของร่างกายของเราเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญเพิ่มมากขึ้น ค่า BMR เพิ่มมากขึ้น วันไหนไม่ได้ออกกำลังกายอัตราการเผาผลาญก็ยังสูงอยู่ดีทำให้เราอ้วนยากครับผม
    4.

    4. เลือกไรดีล่ะ (เครดิตภาพ https://pixabay.com)

    หลังจากที่เราตัดสินใจที่จะออกกำลังกายกันแล้ว เราควรที่จะวางแผนการออกกำลังกายก่อน โดยใช้ 4 หลักคิดพิชิตการออกกำลังกาย ให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การออกกำลังกายของเราสัมฤทธิ์ผล คือ มีวินัย ในการทำตามแผนการที่เราวางแผนไว้ แค่นี้รูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์มก็เป็นของเราทุกคน

ลิงค์แนะนำ : 3 ท่า 5 นาที สร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มเผาผลาญให้หุ่นดีเว่อร์! ปัง!!!

เป็นเพื่อนแชทพูดคุยกันได้ที่ Line id : chavanut

หรือถนัด Talk ก็นี่เลย! มือถือ : 080 966 6866